05 : จะพัฒนาภาษาก็ต้องรู้ GAP ก่อน!

สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาเจอกันอีกเช่นเคยในบล็อกนะคะ วันนี้ก็เป็นบล็อกสรุปเรื่องราวที่เราได้ไปพบเจอและเรียนรู้มาในห้องเรียน app jp ling ของสัปดาห์นี้ค่ะ เป็นการเรียนการสอนที่เป็นรูปแบบใหม่มากๆเลย เนื่องด้วยสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ ทำให้ห้องเรียน app jp ling ของเราได้เข้าสู่ระบบออนไลน์เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

แม้ระบบการเรียนการสอนจะเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่เนื้อหาการเรียนการสอนก็ยังแน่นปึ๊กเหมือนเคย โดยในวันนี้เราจะมาพูดในเรื่องของการเรียนรู้ภาษานั่นเองค่ะ ในวิชา app jp ling ครั้งที่ผ่านๆมา เราก็ได้เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ภาษาและการสอนภาษาที่น่าสนใจหลายอย่างเลย ยกตัวอย่างเช่น การจัดการเรียนการสอนด้วยการเน้น input เช่น เวลาสอนควรสอนเนื้อหาที่ยากกว่าความรู้ที่ผู้เรียนมีอยู่แล้ว 1 step ต่างๆ แต่ในวันนี้เราจะมาดูในฝั่ง output กันบ้างค่ะ

สิ่งที่เราเรียนในสัปดาห์นี้นั่นก็คือ comprehensive output หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า アウトプット仮説 (かせつ) นั่นเอง ซึ่งหมายความว่า นอกจาก input ที่เราได้รับเราจะต้องเข้าใจแล้วนั้น output ของเราก็จะต้องเป็นการสื่อสารออกไปแบบที่คนอื่นรู้เรื่องด้วย แต่การเรียนรู้ภาษาก็ไม่ใช่แค่การ output ออกไปอย่างเดียว เพราะถ้าเราเอาแต่พูดออกไปอย่างเดียว แล้วไม่ได้รับ feed back อะไรกลับมาเตือนว่าเราสื่อสารรู้เรื่องรึยัง หรือการสื่อสารของเราโอเคมั้ย ก็อาจจะเป็นการเรียนรู้แบบที่เราไม่ได้พัฒนาหรือแก้ไขทักษะภาษาของเราเลยก็ได้ค่ะ ซึ่งในวันนี้เราก็ได้เรียนรู้ขั้นตอน รวมถึงได้ลองเรียนรู้ตามวิธีนี้ด้วยค่ะ
การเรียนรู้แบบมี output มีขั้นตอนมากมายค่ะ โดยเราจะเริ่มต้นจากการลอง output เช่น พูด หรือเขียนออกมา โดยในห้องเรียน app jp ling ในครั้งนี้เราเรียนผ่านการเล่าเรื่อง หรือ storytelling นั่นเอง อาจารย์ได้ให้รูปภาพกับเรามา เป็นการ์ตูนสี่ช่องแบบนี้เลย


แล้วให้เราลองฝึกเล่าเรื่องจากภาพที่เราเห็น แล้วก็อัดเสียงไว้  

และนี่คือสิ่งที่เราได้ลองพูดเล่าเรื่องไปค่ะ
ถ้าแปลคร่าวๆเป็นภาษาไทยที่อยากจะพูดก็ประมานว่า

ที่ล็อบบี้โรงแรมแห่งนึง มีผู้ชายคนญี่ปุ่นสองคนกำลังนั่งอยู่บนโซฟา คนนึงเป็นผู้ชายทีดูเป็นผู้ใหญ่ๆหน่อยแล้วก็ใส่แว่นกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ส่วนอีกคนเป็นผู้ชายที่ตัวเล็กแล้วก็เป็นเด็กหนุ่มกำลังมองไปมองมา แต่ทว่า ผู้ชายคนนี้ก็ดันไปสบตาเข้ากับชาวจต่างชาติที่ยืนถือหนังสือพิมพ์อยู่ใกล้ๆกัน ชาวต่างชาติคนนั้นอยากได้ความช่วยเหลือจากใครสักคน ก็เลยรีบตรงเข้าไปหาผู้ชายที่ตัวเองสบตาด้วย แต่ว่าผู้ชายคนญี่ปุ่นคนนี้พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ พอเห็นว่าชาวต่างชาติกำลังมุ่งหน้าเข้ามา ก็เลยแกล้งทำเป็นอ่านหนังสือพิมพ์กับคนข้างๆ


หลังจากนั้นเราก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการเรียนรู้ GAP ของตัวเองหรือว่า noticing (気づき) กันก่อนค่ะ GAP ในที่นี้คืออะไร GAP ก็คือช่องว่างในการสื่อสารของเราค่ะ แน่นอนว่าการสื่อสารด้วยภาษาที่สอง ซึ่งไม่ใช่ภาษาแม่ เราก็จะประสบกับปัญหาเรื่องของการสื่อสาร การเลือกใช้คำ หรือเทคนิกการใช้ภาษาที่ทำให้เราไม่สามารถสื่อสารในสิ่งที่เราต้องการได้ 100% หรือเป็นธรรมชาติ เราก็ได้พิจารณาว่าสิ่งที่เราได้พูดไป เรารู้สึกว่าตัวเองมี GAP อะไรมั้ย 

จากการที่เราฝึก เราเห็นได้ชัดเลยว่าตัวเองมีคลังคำศัพท์และสำนวนไม่เพียงพอ ทำให้เราไม่สามารถเล่าเรื่องออกมาได้ตามที่เราต้องการจะเล่าออกมาจริงๆ และรู้สึกว่าตัวเองพยายามถูๆไถๆมากๆเลย ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่เราต้องการจะพูดว่า คนญี่ปุ่นและคนต่างชาติสบตากัน ก็ไม่ค่อยจะมั่นใจเท่าไหร่ว่าเราใช้คำว่า 目線が合った น่ะมันถูกมั้ยนะ แค่จำได้ลางๆว่า 目線 มันแปลว่าสายตา แล้วน่าจะใช้กับคำกริยาอันนี้ TT แล้วก็จำแกรมม่าหลายๆอย่างไม่ได้ เช่น เราจำได้ว่า ふりにする มันเป็นสำนวนแปลว่าแกล้งๆทำเป็น... แต่ดันลืมไปว่าคำกริยาข้างหน้าต้องใช้เป็นรูปอะไรกันแน่นะ ใช่รูปพจนานุกรมรึป่าว แล้วก็อยากพูดคำว่า คนต่างชาติเดินเข้ามา แต่ไม่รู้ว่าในภาษาญี่ปุ่นควรจะต้องใช้คำว่าอะไร

เมื่อเราได้สังเกตข้อผิดพลาดเหล่านี้หลังจากที่เราได้ทำการ output ไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์ หรือ cognitive comparison หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 認知比較 (にんちひかく) คือ เราจะทำการเปรียบเทียบ output ของเรา กับ output ของคนที่เป็น native โดยสังเกตว่า สรุปแล้วสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสารออกไป ซึ่งเป็น GAP ที่เราได้คิดเมื่อขั้นตอนที่แล้วเนี่ย จริงๆแล้วเราควรพูดอย่างไร หรือใช้สำนวนภาษาอย่างไร โดยศึกษาจากตัวอย่างของ native ที่เราได้มา 
เราเองก็ได้ดูตัวอย่างการเล่าเรื่องเดียวกันของคนญี่ปุ่น ซึ่งมีมาให้หลายตัวอย่างด้วยกัน เมื่อเราอ่านแล้วก็ให้เราพิจารณาว่าเราควรแก้ไข GAP ของเรายังไงบ้าง อย่างในกรณีนี้เราก็ได้รู้ว่าจริงๆแล้วคนญี่ปุ่นเขามีการอธิบายรายละเอียดของฉากต่างๆอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเนื้อเรื่องที่ดำเนินไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะสรุปออกมาเป็นประเด็นได้ประมานนี้ 

และขั้นตอนสุดท้ายก็คือตรวจสอบและแก้ไขกฎของเราเอง ว่า จริงๆแล้วมันต้องใช้แบบนี้นะ หรือเรียกขั้นตอนนี้ว่า hypothesis testing หรือในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า 仮説検証 (かせつけんしょう) หลังจากที่เราตรวจสอบแก้ไขข้อผิดพลาดของเราแล้ว เราก็จะตั้งกฎใหม่ให้กับตัวเอง หรือ restructure หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 再構築 (さいこうちく) ว่าต่อไปเราจะใช้ภาษาในแบบนี้ที่เราได้แก้ไขแล้วนะ 
โดยในขั้นตอนนี้อย่างในห้องเรียนเราก็ได้คุยกับเพื่อนๆในกลุ่มว่าแต่ละคนเจอได้ข้อสังเกต หรือเจอข้อผิดพลาดอะไรบ้างที่ควรจะแก้ไข แต่อันนี้เป็นการบ้านที่เรากลับมาฝึกทำเองก็เลยพิจารณากับตัวเอง ซึ่งสิ่งที่เราสังเกตเห็นก็คือ 



จากการเรียนรู้ครั้งนี้ทำให้เราได้รู้ว่า ต่อไปเราก็ควรจะเพิ่มคลังคำศัพท์ที่เป็นภาษาพูดมากขึ้น เพราะว่าเวลาที่เราพูดหลายครั้งที่ยังนึกคำที่ต้องการจะสื่อจริงๆไม่ออก หรือยังใช้ได้แค่คลังคำศัพท์จำนวนจำกัด ดังนั้นเราก็ควรจะไปหาแหล่งคลังคำศัพท์ หรือ input ของเราเพิ่มด้วย ทั้งการเรียนรู้ผ่าน feed back ที่เราได้รับในห้องเรียนต่างๆ สื่อทั้งหลายที่เป็นภาษาญี่ปุ่น หรือแม้แต่การเรียนรู้จากแบบฝึกหัดครั้งนี้ เช่นคำว่า 愛想笑い 近寄っている หรือคำว่า 醜態 (しゅうたい) ที่แปลว่า น่าอับอาย เป็นต้น


จะว่าไปพอพูดถึงการเรียนรู้แบบ output ทีไรก็อดนึกถึงวิชาอย่าง conversation หรือ writing ไม่ได้เลยค่ะ output ก็มีความสำคัญในการเรียนรู้มากจริงๆ การที่เราได้ลองผิดลองถูก แล้วมาดูว่าจริงๆแล้วข้อบกพร่องเหล่านี้ สามารถแก้ไขได้อย่างไรโดยดูจากตัวอย่างต่างๆ ก็น่าสนใจมากๆเพราะทำให้เราได้จดจำข้อผิดพลาดและวิธีทางแก้ไข หรือการตั้งกฎใหม่ของเราได้ทันที และเราก็มักจะจำข้อผิดพลาดนี้ได้อย่างแม่นยำในภายหลังว่าเราจะต้องไม่ใช่ภาษาแบบนั้นอีก และใช้แบบที่เราได้เรียนรู้มาแทน เหมือนเป็นการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดโดยตรงเลย หลังจากที่เราได้เรียนเรื่องการเรียนรู้แบบ comprehensive output แล้ว ก็ทำให้ได้รู้จักวิธีการเรียนรู้ภาษาที่สองอีกรูปแบบนึงว่า อ๋อ มีวิธีแบบนี้ด้วยนะ แล้วพอได้ลองใช้วิธีนี้กับตัวเองด้วยก็ยิ่งทำให้รู้ว่า การเรียนรู้แบบนี้ก็มีประโยชน์มากๆ จนถึงตอนที่เรียนจบแล้วเราก็ยังจดจำได้แม่นเลยว่าต่อไปนี้ถ้าจะเล่าเรื่องเราควรใช้ภาษาอย่างไรบ้าง และก็เข้าใจขั้นตอนการเรียนการสอนแบบเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ 

ความคิดเห็น

  1. เฟอรนวิเคราะห์ outputของตัวเองได้ละเอียดมากเลย ประทับใจมากค่ะ
    เราว่าการบ้านครั้งนี้สนุกดีนะ อยากทำอีกค่ะ รู้สึกมีประโยชน์มากเหมือนเรียนคอนเวอร์เลยย

    ตอบลบ
  2. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. มีการนำคำศัพท์ทาง SLA มาอธิบาย GAP ของตัวเอง ดีมากๆๆเลยค่ะ ふりにする ➡︎ ふりをする ข้างหน้า ふりをする เป็นกริยาที่(คนนั้น)แกล้งทำ เช่น 新聞を読んでいるふりをする ค่า

      ลบ
  3. วิเคราะห์ปังมากซิสเต้อ คือแบบมีการอธิบายสิ่งที่เรียนมา วิเคราะห์ความต่างแล้วยังมีการเชื่อมไปถึงเรื่อง output ด้วย มงลง 10 10 10 ไปเลยจ่ะแม่

    ตอบลบ
  4. วิเคราะห์ตัวเองได้ละเอียดและชัดเจนมากๆเลยค่ะ เรียกได้ว่าได้ใช้สิ่งที่เรียนมาได้มีประสิทธิภาพมากๆ ประทับใจ

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

01 : ว่าด้วยเรื่องในห้องเรียน app jp ling ครั้งที่ 1!

04 : ら抜き言葉 เกี่ยวอะไรกับภาษากับเพศกันนะ?

03 : นุ่มนิ่มนุ่มนิ่มแบบ クッション言葉