04 : ら抜き言葉 เกี่ยวอะไรกับภาษากับเพศกันนะ?

สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาพบกันในบล็อกอีกเช่นเคยนะคะ วันนี้เห็นชื่อบล็อกก็น่าจะพอเดาๆกันได้แล้วว่าเราจะมาพูดคุยในหัวข้อเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ญี่ปุ่นที่เราได้เรียนมาในห้องเรียนอีกเช่นเคยค่ะ โดยวันนี้มาในเรื่อง ら抜き言葉 (らぬきことば) หรือการละเสียง ら ในการผันกริยารูปสามารถในภาษาญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ ซึ่งในห้องเรียน เราได้เรียนเรื่อง ら抜き言葉 กับอาจารย์ยามาดะค่ะ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจมากๆเลย

ก่อนอื่นเรามารู้จักกับ ら抜き言葉 กันก่อนดีกว่าค่ะ ら抜き言葉 อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นก็คือ การละเสียง ら ในการผันกริยารูปสามารถในภาษาญี่ปุ่น เช่น 
れる (みられる) ที่แปลว่า สามารถเห็น ถูกละกลายเป็น 見れる 
 食べれる (たべられる) ที่แปลว่า สามารถทาน ถูกละเหลือเพียง 食べれる  
れる (でられる) ที่แปลว่า สามารถออก ถูกละเหลือเพียง 出れる  
เป็นต้นค่ะ 

จากคำกริยาที่ได้ยกตัวอย่างไปข้างต้น เราจะสังเกตเห็นได้ว่า กริยาที่มักเกิดการละตัว ら มักเป็นกริยารูปสามารถในกลุ่มที่ 2 เท่านั้น ซึ่ง ら抜き言葉 ถูกมองว่าเป็นภาษาวิบัติ เนื่องจากมักมีแต่คนรุ่นใหม่ที่ใช้กัน และม่ใช่ภาษารูปมาตรฐานในภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง แต่เอาจริงๆแล้วแม้แต่ในยุคเอโดะ หรือเหล่านักเขียนชื่อดังในยุคเมจิก็ใช้ ら抜き言葉 กัน พอลองมาคิดดูดีๆแล้วเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปรากฎการณ์ทางภาษาที่เป็นเรื่องใหม่อะไรเลย แต่กลับมีมาในสังคมญี่ปุ่นนานแล้ว

ไม่ใช่แค่นั้นค่ะ แต่ว่า ら抜き言葉 ที่ถูกมองว่าเป็นภาษาวิบัติเนี่ย กลับมีข้อดีมากมายเลย อย่างเช่น ทำให้สามารถแยกแยะได้ว่าการผันกริยารูปนี้คือรูปอะไรนั่นเอง หากลองสังเกตดูแล้ว เราจะพบว่ากริยารูปที่ลงท้ายด้วย られる นั่นมีมากมายในภาษาญี่ปุ่นใช่มั้ยล่ะคะ ไม่ใช่แค่รูปสามารถ แต่ยังมีรูปถูกกระทำ รูปยกย่อง และรูปกริยาที่ชี้การเกิดขึ้นเอง หรือ自発 (じはつ)ค่ะ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น คือ ら抜き言葉 จะใช้แค่ในกรณีกริยารูปสามารถกลุ่ม 2 เท่านั้น ทำให้เรารู้ได้ทันทีว่า ถ้าเราเห็นกริยากลุ่ม 2 ที่ลงท้ายด้วย れる เฉยๆทั้งๆที่ควรมี ら เช่น 見れる แบบนี้ นี่ก็คือกริยารูปสามารถนั่นเองค่ะ

เอาจริงๆแล้ว ら抜き言葉 ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงของภาษาอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องปกติของภาษาที่มันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของภาษาอาจจะเริ่มจากการพูดผิด การสร้างคำใหม่ๆขึ้นมาจากจำนวนคนกลุ่มเล็กๆ แล้วเริ่มพูดกันมากขึ้นเรื่อยๆเป็นวงกว้าง จนถ้าทุกคนในสังคมเริ่มพูดสิ่งนั้นกันแทบจะทั้งหมดแล้ว คำๆนั้น หรือปรากฎการณ์ทางภาษาอันนั้นอาจจะกลายเป็นภาษามาตรฐานไปเลยก็ได้



นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจมากๆนั่นก็คือ การใช้คำเนี่ย มันแสดงให้เห็นถึง identity หรือความเป็นตัวของเราที่ต้องการจะสื่อออกมาด้วยนะ โดยมีงานสำรวจของกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น เรื่อง 「国語に関する世論調査 (こくごにかんするよろんちょうさ)」หรือผลสำรวจเกี่ยวกับการใช้ภาษาญี่ปุ่นในคนญี่ปุ่นนั้น พบว่า ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และคนชนชั้นสูงชอบใช้รูปที่ถูกมองว่าเป็นรูปมาตรฐานในสังคม(overt prestige) ในขณะที่ผู้ชาย คนอายุน้อย หรือคนชนชั้นล่าง มักจะชอบใช้รูปที่ถูกมองว่าไม่เป็นรูปมาตรฐานในสังคม(covert prestige) ทำให้เราแอบสงสัยว่า เอ๊ะ การใช้ภาษาเนี่ย มันมีความเกี่ยวข้องในเชิงเพศ หรือผู้ใช้ยังไงบ้างนะ ก็เลยไปหาข้อมูลมาเพิ่มเติมค่ะ



ถ้ามองจากกรณีนี้แล้ว มีแนวคิดหนึ่งในเชิงภาษาศาสตร์สังคมกล่าวว่า การใช้ภาษาแบบนี้เป็นการใช้ภาษาที่มีความแตกต่างระหว่างการใช้ของผู้หญิงกับผู้ชายแบบ inclusive นั่นก็คือ เอาจริงๆแล้ว ทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็สามารถใช้ภาษารูปนี้ได้เช่นกัน แต่ว่าใช้ในปริมาณความถี่ที่ต่างกัน ผู้หญิงอาจจะใช้รูปภาษาหนึ่งมากกว่าผู้ชาย หรือผู้ชายใช้รูปภาษาหนึ่งมากกว่าผู้หญิง เช่นเดียวกันกับแบบสำรวจของประเทศญี่ปุ่นดังกล่าว 

อย่างไรก็ตามความแตกต่างดังกล่าวก็แตกต่างจากภาษาผู้หญิง ผู้ชายในภาษาญี่ปุ่นที่เรามักจะคุ้นเคยกัน เช่น คำเรียกแทนตนเองที่ต่างกันอย่าง 僕(ぼく)ของผู้ชาย และ あたし ของผู้หญิง หรือการใช้คำลงท้าย เช่น ぞ หรือ ぜ ของผู้ชาย และ わ หรือ の ของผู้หญิง ความแตกต่างแบบนี้เราจะเรียกว่าเป็นความแตกต่างแบบ exclusive คือ ผู้หญิงจะไม่พูดรูปแบบภาษาที่ผู้ชายพูด ในขณะเดียวกัน ผู้ชายก็จะไม่พูดรูปภาษาแบบที่ผู้หญิงพูดนั่งเองค่ะ

ในเรื่องความแตกต่างทางภาษากับเพศแบบ inclusive นอกจากแบบสำรวจประเทศญี่ปุ่นแล้ว ก็ยังมีการสำรวจการใช้ภาษาในประเทศอื่นๆ ซึ่งมีผลการสำรวจออกมาคล้ายคลึงกับของประเทศญี่ปุ่นเช่นกันค่ะ ยกตัวอย่างเช่น

การออกเสียง -ing ในผู้พูดภาษาอังกฤษถิ่นนอริช ในสหราชอาณาจักร ที่พบการออกเสียงเป็น -in มากกว่า -ing ในผู้ชาย เช่น คำว่า walking กับ walkin

ค่าร้อยละของการออกเสียง -in

จากผลการสำรวจดังกล่าวเราจะพบว่า ผู้หญิงจะมีการใช้ภาษาที่มีลักษณะใกล้เคียงกับภาษามาตรฐานมากกว่าผู้ชาย ซึ่งภาษามาตรฐานก็ถูกมองเป็นรูปภาษาที่มีศักดิ์ศรีกว่า พูดแล้วดูดี ดูมีการศึกษามากกว่า เนื่องจากว่า ในหลายๆสังคมผู้หญิงมักจะต้องคำนึงถึงสถานะของตนเองมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงได้รับแรงกดดันทางสังคมมากกว่า โดยเฉพาะในอดีตที่ผู้หญิงไม่มีช่องทางที่จะได้รับการยอมรับทางสังคมมากนักเมื่อเทียบกับผู้ชาย จึงต้องใช้ภาษาเป็นอีกช่องทางหนึ่งเพื่อทำให้ตนเป็นที่ยอมรับนั่นเองค่ะ 

อีกทั้งเราจะสังเกตเห็นได้ว่า ลักษณะภาษาที่ผู้ชายใช้ก็มักจะคล้ายคลึงกับภาษาของชนชั้นล่าง หรือชนชั้นแรงงานมากกว่า ซึ่งภาษาของชนชั้นแรงงานก็จะมีความหมายแฝงหรือแสดงสัญลักษณ์ของความเป็นชายอยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายไม่ได้รับแรงกดดันทางสังคมเหมือนผู้หญิง ผู้ชายก็ได้รับความกดดันจากสังคมเหมือนกัน แต่เรียกว่า ลักษณะนิยมที่แฝงเร้น  ซึ่งลักษณะนิยมที่แฝงเร้น เป็นลักษณะที่ชื่นชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ต้องปิดบังไว้ โดยการที่ผู้ชายเลือกใช้ลักษณะภาษาที่ไม่ใช่มาตรฐานก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการรวมกลุ่ม ความเป็นกลุ่มก้อนอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน 


มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะยังงงๆว่า แล้วการชื่นชอบสิ่งหนึ่งแต่ปิดบังไว้นี่มันยังไงกันนะ แล้วมันมีอยู่จริงมั้ย ก็มีการศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติที่เมืองนอริช ในสหราชอาณาจักร ก็ได้ศึกษาเรื่องนี้เช่นกัน โดยทดสอบกับคำสองคำ และสำเนียงสองสำเนียง ได้แก่ คำว่า tune และ ear ในภาษาอังกฤษสำเนียง RP ซึ่งเป็นสำเนียงที่ถือกันว่าเป็นสำเนียงมาตรฐานในอังกฤษ และสำเนียงท้องถิ่นซึ่งมักพบการใช้ในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยจะให้ผู้ทดสอบฟังเสียงสำเนียงทั้งสองสำเนียงที่อ่านคำทั้งสองคำดังกล่าว แล้วให้ผู้ทดสอบเลือกว่าตนเองออกเสียงแบบใด จากนั้นก็จะสัมภาษณ์ผู้ทดสอบเพื่อดูว่าผู้ทดสอบออกเสียงคำศัพท์นั้นอย่างไร ตรงกันที่ตัวเองเลือกไว้ในตอนแรกมั้ย 

ผลประเมินที่ออกมา พบว่า บางกลุ่มมีการรายงานเกินจริง ก็คือ ไม่ได้พูดภาษามาตรฐาน แต่รายงานว่าตนพูดภาษามาตรฐาน และบางกลุ่มรายงานต่ำกว่าความเป็นจริง คือพูดภาษามาตรฐาน แต่รายงานว่าไม่ได้พูดภาษามาตรฐานนั่นเอง โดยในคำว่า tune ผู้ที่รายงานเกินจริงเป็นผู้หญิงเสียส่วนใหญ่ และผู้ชายรายงานตรงกับความเป็นจริง ส่วนคำว่า ear ผู้ที่รายงานเกินจริงเป็นผู้หญิง และผู้ที่รายงานต่ำกว่าจริงเป็นผู้ชาย แสดงให้เห็นว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชายเองก็ต่างถูกแรงกดดันจากสังคมเช่นเดียวกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ลักษณะภาษาที่แตกต่างทางเพศก็อาจเป็นผลมาจากค่านิยมทางสังคมในด้านพฤติกรรมของชายและหญิงที่แตกต่างกัน รวมถึงบทบาททางสังคมของแต่ละเพศ ทำให้ส่งผลต่อทัศนคติที่ผู้พูดมีต่อความแตกต่างทางการใช้ภาษาของผู้พูดไปด้วย ถ้ายิ่งเป็นสังคมที่มีความแตกต่างระหว่างบทบาทของชายและหญิงมีมากๆอย่างเช่นญี่ปุ่น ภาษาที่ใช้ระหว่างสองเพศก็อาจมีความแตกต่างที่เด่นชัดมากขึ้นนั่นเองค่ะ 

เป็นยังไงกันบ้างคะสำหรับหัวข้อในวันนี้ อาจจะเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนสักนิดเนื่องจากว่ามีเรื่องของเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นเพียงแนวคิดในภาษาศาสตร์สังคมแนวคิดหนึ่งเท่านั้นค่ะ แล้วผู้อ่านทุกคนคิดเห็นยังไงกันบ้างคะ มาแชร์กันได้ในคอมเม้นข้างใต้นี้ได้เลยค่า 

ความคิดเห็น

  1. ข้อมูลแน่นปั๊วะปังมาก น่าสนใจตรงที่ในหลายๆภาษา ผู้หญิงดูมีแนวโน้มที่จะพูดใกล้เคียงภาษามาตรฐานมากกว่าผู้ชาย แต่พอมาดูในกรณีภาษาไทย น่าจะตรงกันข้ามรึเปล่านะ หรือเพราะชั้นอยู่ในสภาพแวดล้อมสก๊อยเกิร์ล 555555

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. นั่นสินะ ถ้าลองคิดๆดู สังคมไทยสมัยก่อนก็อาจจะเหมือนกับในหลายๆภาษา ที่ค่านิยมต่างๆทำให้ผู้หญิงต้องยึดกับการใช้ภาษามาตรฐานรึป่าวนะ เช่น ความเป็นกุลสตรีต่างๆ ทำให้ผู้หญิงพูดคำหยาบคายไม่ได้มากเท่าผู้ชาย แต่ในปัจจุบันค่านิยมพวกนี้ก็ดูจะน้อยลงไปแล้ว พวกเราก็เลยใช้ภาษาไม่มาตรฐานกันได้มากขึ้น แล้วก็อาจจะมีเรื่องของอายุ ทำให้เราใช้ภาษาสก๊อยเกิร์ล ภาษาวัยรุ่นกันมากกว่าภาษามาตรฐานด้วย

      ลบ

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

01 : ว่าด้วยเรื่องในห้องเรียน app jp ling ครั้งที่ 1!

03 : นุ่มนิ่มนุ่มนิ่มแบบ クッション言葉