07 : ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่มีกาล

สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาพบกันในบล็อกอีกเช่นเคยนะคะ บล็อกครั้งนี้ก็เป็นบล็อกนอกเรื่องอีกเช่นเคยค่ะ วันนี้เราก็จะมาพูดถึงอีกประเด็นที่เราได้ไปค้นคว้าแล้วก็สนใจมากๆเหมือนกันเกี่ยวกับภาษาศาสตร์และภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง คราวนี้ไม่ได้มาในเรื่องคำเรียกสีเหมือนครั้งที่แล้ว แต่เราจะมากันในเรื่อง ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่มีกาล นั่นเองงงง

แน่นอนว่า ถ้าเราเรียนภาษาญี่ปุ่นกันมา เราก็จะรู้กันว่าภาษาญี่ปุ่นน่ะมันมีกาล แต่ว่าเอ๊ะ กาลในที่นี้หมายถึงอะไร มันก็หมายถึง present tense กับ past tense ที่ปรากฎอยู่ในไวยากรณ์นั่นเองค่ะ อย่างเช่น ถ้าเราพูดว่า ฉันกิน เป็นรูปปัจจุบัน ก็จะใช้คำว่า 食べます (たべます) แต่ถ้าเราจะพูดว่า ฉันกินไปแล้ว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีต ก็จะใช้ไวยากรณ์รูปอดีต นั่นคือ 食べました (たべました) ค่ะ

ถ้าเทียบกับในภาษาไทยเราก็จะเห็นความแตกต่างกันใช่มั้ยล่ะคะ ว่าภาษาไทยเนี่ยก็จะไม่มีลักษณะของไวยากรณ์รูปอดีต รูปปัจจุบัน แบบในภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาอังกฤษ เรียกได้ว่า ภาษาไทยเป็นภาษาที่ไม่มีกาล แต่ว่าเราจะใช้คำเพื่อบ่งชี้เวลาแทน เช่นคำว่า เมื่อวาน วันนี้ ตอนนี้ แล้ว เป็นต้นค่ะ 

ประเด็นในวันนี้มันอยู่ที่ว่า ทุกคนเคยสงสัยกันมั้ยคะว่า แล้วอย่างงี้ ภาษาที่มีกาล หรือไม่มีกาลเนี่ย มันจะมีอิทธิพลไปถึงความคิดหรือความใส่ใจต่อสิ่งต่างๆรอบตัวของเรามั้ย

ข้อสงสัยนี้มันก็ตรงกับสมมติฐานซาเพียร์-วอร์ฟ(The Sapir-Whorf Hypothesis) นั่นเอง ซึ่งในห้องเรียนapp jp lingที่ผ่านมาอาจารย์ยามาดะและอาจารย์กนกวรรณก็ได้อธิบายไว้ด้วยนั่นเอง โดยสมมติฐานของเขาก็คือ ภาษามีอิทธิพลต่อความคิดของคนที่พูดภาษานั้นนั่นเองค่ะ ลักษณะของภาษาที่เราพูดเป็นอย่างไร เราก็อาจจะมีความคิดที่เป็นไปตามลักษณะภาษานั้น เนื่องจากโครงสร้างทางภาษาจะชักนำให้ผู้พูดมีมุมมองต่อสิ่งต่างๆต่างกันออกไปค่ะ ยกตัวอย่างเช่น อย่างในครั้งที่แล้วที่เราพูดถึงคำเรียกสี หากเป็นไปตามข้อสันนิษฐานของซาเพียร์-วอร์ฟ เราจะสรุปได้ว่า ผู้ที่พูดภาษาที่ไม่มีการแยกคำระหว่างสีเขียวกับสีน้ำเงินก็อาจมีผลต่อความคิดว่าผู้พูดก็อาจจะไม่แยกความแตกต่างระหว่างสีเขียวกับสีน้ำเงินไปด้วย หรืออย่างในประเด็นที่เราพูดถึงกันในวันนี้ นั่นก็คือ ผู้พูดที่พูดภาษาที่มีกาล จะมีความใส่ใจในเรื่องเวลามากกว่าผู้ที่พูดภาษาที่ไม่มีกาล ซึ่งเราก็สงสัยว่า แล้วมันจะเป็นไปตามข้อสันนิษฐานนี้จริงๆรึป่าวนะ

ซึ่งก็มีงานวิจัยหลายงานมากที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องภาษาในประเด็นเรื่องภาษามีกาลกับไม่มีกาลจะมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้พูดภาษานั้นมั้ย ผู้พูดจะมีความใส่ใจกับเรื่องเวลาต่างกันมั้ย และก็มีงานที่ศึกษาของชุติชม เอมดิษฐ(2558) ที่เปรียบเทียบระหว่างผู้พูดภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่มีกาล กับผู้พูดภาษาจีน ภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาที่ไม่มีกาลนั่นเองค่ะ แต่ว่าก่อนอื่นเรามาดูไปพร้อมๆกันดีกว่าค่ะที่เขาได้ทำการศึกษายังไงกันบ้าง

ก่อนอื่น ทุกคนมาดูรูปนี้ไปพร้อมๆกันค่ะ ให้เวลาดูแค่ 5 วินาทีเท่านั้นนะคะ






นับ 


5


4


3


2


1


เอาล่ะค่ะ ให้ทุกคนเลือกกันเลยว่า ระหว่างภาพซ้ายกับภาพขวา ภาพไหนแตกต่างจากภาพต้นฉบับเมื่อกี้มากกว่ากันคะ ให้เวลาคิดและเลือกแค่ 5 วินาทีนะคะ






นับ 


5


4


3


2


1


โอเคค่ะ ทีนี้เรามาดูผลกันเลยดีกว่า! ทุกคนเลือกภาพไหนกันบ้างคะ


นี่ก็เป็นหนึ่งในการทดลองอีกหลายๆการทดลองที่คุณชุติชม เอมดิษฐ(2558)ได้ศึกษาไว้นั่นเองค่ะ เพื่อที่จะดูว่าผู้พูดแต่ละภาษาใส่ใจเรื่องเวลามั้ย มากน้อยแค่ไหน





จากผลการทดลองนะคะ ก็จะพบว่า ผู้พูดภาษาญี่ปุ่น และผู้พูดภาษาอังกฤษเลือกรูปฝั่งซ้ายมากกว่า ซึ่งรูปฝั่งซ้ายเราจะเห็นว่าที่นาฬิกาเวลาจะมีความแตกต่างกัน ในขณะที่ผู้พูดภาษาจีนกับภาษาไทยจะเลือกรูปภาพฝั่งขวามากกว่า ซึ่งเป็นภาพที่เวลาไม่ได้แตกต่าง แต่ว่าปริมาณของเอกสารบนโต๊ะทำงานจะต่างกันค่ะ เราก็จะสามารถสรุปได้จากการทดลองนี้ว่า ผู้พูดภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษที่พูดภาษาที่มีกาล มีการใส่ใจรายละเอียดเรื่องเวลามากกว่าผู้พูดภาษาไทยและภาษาจีน ที่เป็นภาษาที่ไม่มีกาลนั่นเองค่ะทุกคน ซึ่งข้อสรุปนี้ก็จะไปตรงกับสมมติฐานของซาเพียร์-วอร์ฟ ที่บอกว่าภาษามีอิทธิพลต่อความคิดของผู้ที่พูดภาษานั้นนั่นเอง

นี่ก็เป็นเพียงหนึ่งในการทดลองที่นำมาให้เพื่อนๆได้ลองมาทำสนุกๆไปพร้อมๆกันนั่นเองค่ะ แต่ในการศึกษาของคุณชุติชม เอมดิษฐ(2558)ก็ได้มีวิธีการทดสอบอื่นๆด้วย เช่น การให้ดูวีดีโอซึ่งจะมีการระบุเวลาที่เปลี่ยนไปในหนึ่งวัน แล้วก็ถามผู้เข้าร่วมทดลองว่าสามารถจดจำรายละเอียดอะไรได้บ้าง มีทั้งเรื่องเวลา และเรื่องรายละเอียดอื่นๆด้วย เป็นต้นค่ะ



อย่างไรก็ตาม ถ้าดูดีๆแล้วผลการทดลองก็มีความคลาดเคลื่อนไปจากสมมติฐานบ้างเช่นกันค่ะ เช่น ผู้เข้าร่วมการทดลองที่พูดภาษาไทยหรือภาษาจีนบางคน ก็ตั้งใจทำการทดลองและใส่ใจกับรายละเอียดทั้งเรื่องเวลาและเรื่องรายละเอียดอื่นๆมากๆ ก็สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องเวลาได้ดีเช่นกัน

เป็นยังไงกันบ้างคะสำหรับบล็อกในวันนี้ คำตอบของทุกคนตรงกับสมมติฐานซาเพียร์-วอร์ฟกันรึป่าวคะ ครั้งหน้าจะเราจะมาพูดถึงเรื่องอะไรต่อก็อย่าลืมติดตามกันในสัปดาห์ถัดไปนะคะ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีค่าา

ที่มา : http://cuir.car.chula.ac.th/bitstream/123456789/50161/1/5380503122.pdf
           https://study.com/academy/lesson/sapir-whorf-hypothesis-examples-and-definition.html

ความคิดเห็น

  1. โหอันนี้น่าสนใจมากค่ะ เราไม่ทันได้สังเกตนาฬิกาเลย ดูแต่กองงานขนาดใหญ่ จนถึงเฉลย นี่เราโฟกัสกับงานขนาดนี้เลยหรอเนี่ย 55555555

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. น่าสนใจจริงค่ะ ตอนแรกคือแบบ เอ๊ะรูปไหน เลื่อนไปดูอีกรอบก็ยังไม่รู้ 55555

      ลบ
  2. งานวิจัยนี้น่าสนใจค่ะ โอว แถมเอาผลการวิจัยมาเชื่อมกับทฤษฎี Sapir-Whorf ได้อย่างดงามด้วย !

    ตอบลบ
  3. สารภาพว่าเราดูแค่ภาพมันปิดไฟกับเปิดไฟ แล้วก็มองโทรศัพท์555555 แย่จิงๆ5555555
    พอได้ลองอ่านแล้วน่าสนใจมากเลยค่ะ เห็นด้วยมากๆว่าภาษาไทยทำให้ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเวลา เราเองขนาดพูดญปยังผันเวิร์บผิดๆถูกๆ บางทีพอพูดทันทีแบบไม่ได้คิด 昨日◯◯◯ます。ก็เคยมาแล้ว แหะๆ ;-; (หรือเป็นแค่เราคนเดียว?5555)

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

01 : ว่าด้วยเรื่องในห้องเรียน app jp ling ครั้งที่ 1!

04 : ら抜き言葉 เกี่ยวอะไรกับภาษากับเพศกันนะ?

03 : นุ่มนิ่มนุ่มนิ่มแบบ クッション言葉