10 : ถ้ามองเวลาในภาษาญี่ปุ่นเป็นทิศทาง จะเกิดอะไรขึ้น!
สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาพบกันในบล็อกอีกแล้วนะคะ หลังจากห่างหายไปกันช่วงนึง เพราะเป็นช่วงวุ่นวายกับการสอบไฟนอลนั่นเองค่ะ! เรียนไปเรียนมา แป๊บเดียวก็กำลังจะเรียนจบปี 3 ซะแล้ว เทอมหน้าเป็นปี 4 แล้ว รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมากๆเลยล่ะค่ะ วันนี้เราจะกลับมาพูดถึงภาษาศาสตร์กับภาษาญี่ปุ่นกันอีกเช่นเคย เป็นหัวข้อที่เหมือนจะพูดไปแล้ว แต่ก็ยังพูดไม่จบเพราะเรื่องนี้ช่างมีหลายประเด็นที่น่าสนใจเหลือเกิน
นั่นก็คือ เรื่องของเวลานั่นเองค่ะ ความเดิมตอนที่แล้ว เราได้มาพูดถึงเรื่องว่าภาษาญี่ปุ่นเนี่ย เป็นภาษาที่มีกาล มีการผันรูปอดีต ก็เลยดึงสมมติฐานของคุณซาเพียร์-วอร์ฟขึ้นมาเพื่ออธิบายว่า ถ้าอย่างนั้น คนญี่ปุ่นจะมีความใส่ใจต่อรายละเอียดเรื่องเวลามากกว่าคนที่พูดภาษาอื่นที่ไม่มีการผันรูปอดีตมั้ย ในวันนี้เราก็จะมาพูดต่อในอีกประเด็นเกี่ยวกับเวลาอีกเช่นเคย นั่นก็คือ ภาษาญี่ปุ่นมีการมองเวลาเป็นทิศทางยังไง มองอดีตกับอนาคตยังไงบ้างนั่นเองค่ะ
มาถึงตรงนี้หลายคนก็อาจจะสงสัยใช่มั้ยล่ะคะว่า เอ๊ะ แล้วเวลา มันไปเกี่ยวกับทิศทางยังไง เวลามีทิศทางด้วยหรอ ด้วยเหตุนี้เราก็เลยจะขอเกริ่นถึงเรื่องของ Metaphor หรือ อุปลักษณ์ ในเชิงภาษาศาสตร์กันก่อนเลยค่ะ
ทุกคนน่าจะเคยรู้จักคำว่า metaphor ผ่านตากันมาบ้างในวิชาภาษาไทย การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง อย่างเช่น เธอสวยเหมือนนางฟ้า หรือว่า ใจแข็งเหมือนหิน โดยอาจจะมีคีย์เวิร์ดบอกใบ้เรามาว่านี่คือการเปรียบเทียบกันนะ อย่างเช่นคำว่า เหมือน ดั่ง อะไรแบบนี้ใช่มั้ยล่ะคะ ใช่ค่ะ นั่นก็คือ metaphor แต่เป็น metaphor ประเภทหนึ่งเท่านั้น โดยคุณ Lakoff&Johnson (1980) ได้เสนอเรื่อง Metaphors We Live By นั่นก็คือ อุปลักษณ์เนี่ย มันไม่ใช่แค่การเปรียบเปรย หรือเป็นเรื่องของการใช้ภาษาเท่านั้น แต่ยังมีอุปลักษณ์ที่กำหนดวิธีการคิด การรับรู้ และการกระทำของเจ้าของภาษา ระบบความคิดของเราก็มีลักษณะเป็นอุปลักษณ์ โดยเรามักจะนำมโนทัศน์ของสิ่งหนึ่งมาใช้อธิบายมโนทัศน์ของอีกสิ่งหนึ่งอยู่เสมอโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว ซึ่งลักษณะของอุปลักษณ์เหล่านี้ เป็นอุปลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในภาษา ไม่มีการใช้คำว่าเปรียบ ดั่ง ออกมาอย่างชัดเจนอย่างเช่นอุปลักษณ์ชนิดแรกที่กล่าวไป
มโนทัศน์ที่เป็นอุปลักษณ์เหล่านี้เราเรียกว่า metaphorical concept ซึ่งเราใช้อุปลักษณ์เหล่านี้ทั่วไปในชีวิตประจำวันเลย ยกตัวอย่างเช่น เรามักจะนำมโนทัศน์ของสงครามหรือเรียกง่ายๆก็คือคำที่มักใช้ในการอธิบายสงครามมาอธิบายเกี่ยวกับการทะเลาะเบาะแว้ง เช่น การชนะหรือแพ้สงคราม กับการชนะหรือแพ้เวลาโต้เถียงกัน หรือการใช้คำที่ใช้กับเงินมาใช้กับการอธิบายเวลา เช่น เราใช้เวลาเท่าไหร่ เรามีเวลา คุณค่าของเวลา ประหยัดเวลา หรือแม้กระทั่งการมองว่า เวลามีจำกัด เหมือนกับการมองว่าเงินมีจำกัด
ใน metaphorical concept นี้ก็จะสามารถแบ่งออกได้เป็นอีกหลายประเภทย่อยๆเลย ในวันนี้ เราก็จะมาพูดถึงสิ่งที่เป็นประเภทย่อยๆใน metaphorical concept ประเภทนึง นั่นคือ อุปลักษณ์เกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่ หรือ ontological metaphor เป็นอุปลักษณ์ที่มองเหตุการณ์ การกระทำ อารมณ์ ความรู้สึก หรือสิ่งที่มันเป็นนามธรรม ไม่มีขอบเขต ให้มีขอบเขตชัดเจน หรือสามารถจัดหมวดหมู่ ลำดับได้นั่นเอง ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่เป็นนามธรรมเหล่านั้นก็คือ เรื่องของเวลานั่นเองค่ะ
ความน่าสนใจก็คือ อุปลักษณ์เรื่องของเวลา จะมีการกำหนดขอบเขตของมันด้วยการนำเรื่องทิศทางเข้ามาอธิบายค่ะ ซึ่งมี 2 แบบด้วยกัน ซึ่งปรากฎอยู่ในงานวิจัยเรื่อง Spatial time in the West and the East ของ Günter Radden นั่นก็คือ
1.เวลาเป็นเส้นตรง
2.เวลาเป็นเส้นแนวดิ่ง
ซึ่งแต่ละภาษาก็มี concept เกี่ยวกับเรื่องอุปลักษณ์เกี่ยวกับเวลาที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ภาษาอังกฤษ รวมถึงในภาษาตะวันตกหลายๆภาษา เรามักจะคุ้นกับข้อ 1 มากกว่า ก็คือ การบอกเวลาเป็นแนวเส้นตรง เส้นราบ มองอดีตว่าอยู่ทางซ้าย และอนาคตอยู่ทางขวา โดยจะมองว่าเวลาคือสิ่งที่ผ่านพ้นไป เวลาในอดีตอยู่ข้างหลังเรา และเวลาในอนาคตคือสิ่งที่กำลังจะเข้ามาหาเรา ตามแผนภาพนี้เลยค่ะ
อดีต ----> ปัจจุบัน ----> อนาคต
ซึ่งลักษณะนี้ก็ปรากฎออกมาในคำบ่งบอกเวลามากมายอย่างเช่น the following week, this coming month แสดงให้เห็นถึงเวลาในอนาคตที่กำลังจะเข้ามาหาเรา ส่วน the days gone by บ่งบอกถึงเวลาในอดีตที่ได้ผ่านพ้นไปแล้วนั่นเองค่ะ
ในขณะเดียวกัน เราอาจจะงงๆกับข้อ 2 คือ เวลาเป็นเส้นแนวดิ่ง บนลงล่างใช่มั้ยล่ะคะ อาจจะเพราะว่าภาษาไทยไม่มีลักษณะแบบนี้ด้วย แต่ว่าลักษณะอุปลักษณ์แบบนี้ปรากฎอยู่ในภาษาเอเชียตะวันออก เช่น จีน เกาหลี รวมทั้งภาษาญี่ปุ่นด้วยค่ะ
อย่างในภาษาญี่ปุ่น ลักษณะอุปลักษณ์แบบนี้จะปรากฎในคำต่างๆ โดยเราจะสังเกตได้ว่า คำบ่งบอกเวลาในภาษาญี่ปุ่นที่ขึ้นต้นด้วย 上 มักจะเป็นเวลาที่มาก่อนคำบอกเวลาที่ขึ้นต้นด้วย 下 ยกตัวอย่างเช่น 上旬 (じょうじゅん) ที่แปลว่า ต้นเดือน ต้นเดือนก็เป็นเวลาที่มาก่อน 中旬 (ちゅうじゅん) ที่แปลว่ากลางเดือน และ 下旬 (げじゅん) ที่แปลว่าสิ้นเดือนค่ะ หรือแม้แต่การอธิบายยุคในเชิงวรรณกรรม ยุค 上代 (じょうだい) ที่แปลว่าช่วงยุคสมัยนารา-เฮอัน ก็เป็นยุคที่มาก่อนยุคอื่นๆ เช่นกัน
เป็นยังไงกันบ้างล่ะคะสำหรับบล็อกในวันนี้ ยังไงก็ขอจบบล็อกของวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ สวัสดีค่า
ที่มา https://www.researchgate.net/publication/247931562_The_metaphor_TIME_AS_SPACE_across_languages
https://www.cc.gatech.edu/classes/AY2013/cs7601_spring/papers/Lakoff_Johnson.pdf


เพิ่งรู้ว่ามีเวลามีการเป็นดูแบบแนวดิ่งกับแนวนอน ปังมากค่ะ
ตอบลบงุ้ยย ขอบคุณค้าบบ
ลบเลือกเรื่องมาน่าสนใจตลอดเลย ได้ความรู้ใหม่ๆทุกบล็อกเลย กราบ
ตอบลบเง้ย ขอบคุณค่าา เขินเรยย
ลบอันนี้เป็นแนวคิดทางภาษาศาสตร์เลยนะคะ space กับ time เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันเสมอในภาษาศาสตร์ และเขาก็มักจะนำความคิด metaphor มาอธิบายด้วย สนุกจังค่ะ
ตอบลบขอบคุณค่าอาจารย์
ลบโอมจีไม่เคยสังเกตเลย ปังไม่ไหว
ตอบลบงุ้ยงุ้ย ขอบคุณค้าบบ
ลบแลงมาก ไม่เคยสังเกตจริง ๆ นั่นแหละ เนื้อหาแน่นแต่อ่านเพลินมากเลยยย
ตอบลบเคยได้ยินเรื่องภาษาของชนเผ่าในแอฟริกาที่เค้ามองเวลาเป็นแค่สวิทช์ มีแค่กลางวันกับกลางคืน ไม่มีพรุ่งนี้หรือเมื่อวาน เพราะมันเป็นเรื่องผ่านมาแล้วกับยังไม่ถึงเรากำหนดมันไม่ได้ แต่เค้ากลับมีคำบอกทิศทางที่ละเอียดแทนบนล่างซ้ายขวา ทำให้ทุกคนในเผ่าสามารถบอกทิศได้หมด รู้สึกว่าภาษามันมีอิทธิพลกับความคิดเราเยอะเหมือนกันนะคะ ภาษาญี่ปุ่นไม่เคยสังเกตเลย ได้ความรู้มาก ๆ ค่ะ
ตอบลบ